Every Second Counts.
บทที่ 1
“คืนชีพ”
เหมือนกับว่าผมกำลังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อยก็สัก 50 ปี หรือมากกว่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ผมต้องการความมั่นใจในสิ่งนี้ผมจะไปยังสถานที่ซึ่งมีชื่อว่าสระน้ำมรณะ เช่นเดียวกับที่ชอบทำในบางครั้ง ผมมองลงไปยังผืนน้ำเบื้องล่าง แล้วต่อจากนั้นก็บรรจงถอดเสื้อผ้าออกอย่างไม่ลังเล ก่อนที่จะพุ่งตัวลงไปยังที่ซึ่งคุณอาจจะเรียกมันว่าเป็นเหวลึกก็ได้
จะว่ามันเป็นวิธีการส่วนตัวของผมก็ได้ในการตรวจสอบสัญญาณชีวิต สระน้ำมรณะนี้คือสระน้ำแร่สีเขียวใสที่เว้าเข้าไปในซอกผาหินปูน วางตัวอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนแถบเทือกเขาของรัฐเท็กซัสซึ่งไม่ค่อยมีใครเข้าถึง ตามตำนานซึ่งเล่ามาอย่างคลุมเครือนั้น ถ้ามันไม่ใช่สถานที่ซึ่งทหารของฝ่ายใต้จับเอาพวกแนวร่วมฝ่ายเหนือมาโยนให้จมน้ำตาย มันก็ต้องเป็นที่ที่พวกอินเดียนเผ่าอะแพชี่ล่อหลอกให้พวกพรานผิวขาวตกลงไปตายโดยไม่ทันระวังตัว
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามผมก็ชอบมัน ผมถึงได้ซื้อที่ดินอันมีแต่ทุ่งหญ้ากว่าสองร้อยเอเคอร์ แล้วทำถนนเอาไว้เพียงเพื่อจะได้ขับรถเข้ามาที่นี่ มันไม่น่าจะผิดนะที่สถานที่ซึ่งถูกเรียกว่าสระน้ำมรณะนี้จะเป็นสมบัติของคนซึ่งเฉียดตายมาแล้ว หรือไม่ ก็แทบหมดหวังที่จะรอดชีวิต
ผมยืนอยู่ริมหน้าผาน้ำตกสูง 45 ฟุตและมองลงไป แล้วก็ย้อนกลับมามองตัวเอง ขณะที่ยืนอยู่นั่นมันเป็นหน้าผาสูงชันทีเดียว สูงจนแม้เพียงแค่มองเท่านั้นก็ทำให้เพดานปากของผมแห้งผากไปเลย คงจะนานทีเดียวล่ะที่จะทำให้ใครสักคนคิดได้ระหว่างที่ดิ่งลงไป และคิดได้มากกว่าหนึ่งอย่างด้วย มันต้องนานพอที่จะคิดได้เป็นอย่างแรกว่า”แกน่าจะกลัวเสียหน่อยก็จะดี” แล้วอีกความคิดหนึ่งก็คือ”มันจะดีกับแกเลยล่ะถ้าแกว่ายน้ำเป็น” และความคิดสุดท้ายเมื่อร่างกระทบน้ำก็คือ “โอย ห่าเอ๊ย แม่งเย็นฉิบ…”
เมื่อผมโดดลงไป นั่นก็คือสัญญาณอันบ่งบอกได้อย่างแน่ชัดว่าผมยังคงมีชีวิตอยู่ ทั้งชีพจรที่เต้น,เสียงสม่ำสมของลมหายใจตัวเอง และการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอกซึ่งก็คือการเคลื่อนไหวของหัวใจ ซึ่งตอนนั้นมีเสียงดังระรัวราวกับพวกนักโทษกระด้างกระเดื่องที่เอาแต่เคาะซี่โครงของผม
ผมทะลึ่งขึ้นมากลางฟองน้ำฟูฟ่องแล้วว่ายไปที่โขดหิน คลานขึ้นไปหยิบผ้ามาเช็ดน้ำตามตัวออกไป แล้วก็ขับรถยนต์กลับบ้านไปหาลูกๆทั้งสามคน ผมผลักประตูเข้าไปแล้วตะโกนหาลูกชาย เจ้าลุคและลูกสาวฝาแฝดคือทั้งหนูเกรซและอิซาแบลล์ ผมจูบพวกเขาที่ซอกคอน้อยๆแล้วก็ใช้มือข้างหนึ่งคว้ากระป๋องเบียร์ไชเนอร์ บ็อค อีกข้างหนึ่งก็ประคองพวกแกเอาไว้
ครั้งแรกที่ผมทำอย่างนี้ คิค ภรรยาผมมองแล้วทำตาปะหลับปะเหลือกเพราะเธอรู้ว่าผมไปไหนมา “จะพยายามพิสูจน์ตัวเองไปถึงไหนล่ะพ่อคู้ณ?” เธอเหน็บ
ที่จุดไหนล่ะที่คุณถึงจะหมดหวังว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป? ผมไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นหรอกครับ และบางทีก็ไม่อยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นด้วย
ผมรู้อยู่แต่ว่ามีคนอีกหลายคนต้องนอนพะงาบๆอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล มีเสาน้ำยาหยดตั้งอยู่ข้างๆกาย ต้องเฝ้ามองน้ำยาเคโมค่อยๆซึมเข้าสู่เส้นเลือดช้าๆแล้วก็ครุ่นคิดว่า คนๆนี้เคยเป็นเหมือนกับฉัน ถ้าเขารอดได้ ฉันก็ต้องรอดได้เหมือนกัน ผมคิดถึงคนเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อลี วอล์คเกอร์กล่าวว่าผมน่ะ “คืนชีพ” มาได้ ตามความเข้าใจของเขาก็คือว่าผมเกือบจะตาย และอาจจะได้ตายไปนิดหน่อยแล้วด้วยซ้ำ แต่ผมก็คืนชีพกลับมาอยู่ในโลกอันสดใสอีกครั้ง คำนี้จึงน่าจะใช้บรรยายถึงสิ่งที่ได้เคยเกิดขึ้นได้อย่างกระจ่างแจ้งทีเดียว ผมมีอายุ 25 ปีตอนที่ถูกมะเร็งเล่นงานเอาเกือบตาย เซลล์มะเร็งขั้นสุดท้ายได้แผ่ซ่านไปทั่วช่องท้อง,ปอดและสมอง ทำให้ต้องผ่าตัดสองครั้งและทำเคมีบำบัดอีกถึงสี่รอบเพื่อจะเอามันออกไปให้ได้ ผมได้เคยเขียนหนังสือทั้งเล่มเกี่ยวกับมันมาแล้วด้วย ชื่อว่า “เป็นเรื่องของกำลังใจ ไม่ใช่แค่จักรยาน” ว่าด้วยการเผชิญหน้ากับมันและการรักษา จนกระทั่งรอดชีวิตจากมันมา
“หมอมั่นใจนะครับ?” ผมถามหมอ
“มั่นใจซิครับ”
“มั่นใจแค่ไหนล่ะ?”
“มั่นใจมากก็แล้วกันน่า”
“หมอจะมั่นใจได้ยังไงกันล่ะ?”
“ก็มั่นใจว่าผมจะผ่าตัดคุณตอนเจ็ดโมงเช้าพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
ขณะที่ถูกตรึงอยู่กับโต๊ะฉายแสง รังสีเอ็กซ์ได้แสดงให้เห็นถึงภายในช่องอกของผม สีดำแปลว่าไม่มีปัญหา ถ้าเป็นสีขาวก็คือมีมะเร็ง แต่ตอนนั้นช่องอกของผมมีแต่ฝ้าขาวแผ่เต็มไปหมด
สิ่งที่ผมไม่ได้คำนึงถึงหรือสามารถจะนึกถึงได้ในตอนนั้น ก็คือความหวังที่จะรอดชีวิต เมื่อใดที่คุณรู้แน่แล้วว่าจะรอดนั่นแหละคุณถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะทำอะไรต่อไป เป็นอย่างนั้นได้มันก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แล้วคุณก็ถามตัวเองว่า : ตอนนี้ฉันรู้แล้วนะว่าฉันจะไม่ตาย ฉันจะทำอะไรต่อไป? ฉันจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าได้ยังไงต่อไปจากนี้? สิ่งต่างๆเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งที่ตรงไปตรงมา มันเป็นเหมือนกับกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์อันยุ่งยากซับซ้อน สำหรับผมแล้วการได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดก็คือการได้ไปแข่งขันจักรยานในตูร์ เดอ ฟร็องซ์ มหกรรมกีฬารูปแบบหนึ่งที่ต้องใช้ความทรหดอดทนที่สุดในโลก
ทุกครั้งที่ผมชนะตูร์ฯ นั่นคือข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าผมยังอยู่รอดได้ และคนอื่นๆก็ต้องรอดได้เหมือนกับผม ผมรอดจากมะเร็งมาแล้วครั้งหนึ่ง และอีกครั้ง,อีกครั้ง ผมชนะตูร์ฯได้แล้วถึงสี่ครั้ง ครั้งที่ห้าก็ไม่น่าจะมีปัญหาถ้าจะทำให้ได้ แล้วมันก็คือชีวิตที่สวยสดงดงามจริงๆ
แต่ความจริงข้อหนึ่งก็คือผมจะชนะการแข่งขันตูร์ เดอ ฟร็องซ์ไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวโดยไม่ได้รับบทเรียนจากมะเร็ง สิ่งที่มันสอนผมก็คือความเจ็บปวดนั้นยังมีวันหาย แต่ถ้ายอมแพ้แล้วครั้งหนึ่งก็ต้องยอมแพ้ตลอดไป
สำหรับผมแล้วการได้แข่งขันในรายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์จนจบก็คือการแสดงให้เห็นถึงการมีชีวิตรอด เป็นความยากลำบากของการแข่งขันซึ่งเป็นการทรมานทรกรรมร่างกายอย่างไร้เหตุผล มันคือการเดินทางรอบประเทศฝรั่งเศสด้วยจักรยาน,จากหมู่บ้านถึงหมู่บ้าน,เลาะไปตามชายฝั่งหลายแห่ง,ต้องข้ามสะพานมากมาย ทั้งต้องปั่นไต่ยอดเขาที่เรียกว่าโกลอีกหลายลูก ทั้งหมดนี้ต้องทำด้วยความทรหดอดทนอย่างถึงที่สุดทั้งสิ้น
การแข่งตูร์ฯมันหนักหนาสาหัสจนกระทั่งนักจักรยานชาวดัทช์อย่างเฮ็นนี่ ควิเปอร์ยังออกปากในครั้งหนึ่งหลังจากการแข่งอันยาวนานผ่านเทือกเขาแอลป์ว่า “ผมมองเห็นหิมะเป็นสีดำไปเลย” มันไม่ใช่ความอดทนทรหดอย่างเดียวกับที่คนเขาต้องทนเจ็บป่วยกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้หรอกครับ ตูร์ฯเป็นมหกรรมการทารุณกรรมมนุษยชาติอย่างต่อเนื่องทุกๆวัน มีทั้งโศกนาฏกรรมย่อยๆและความตลกขบขันซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ให้เห็นได้ในที่แห่งเดียว อากาศบางครั้งก็ทารุณสุดขั้ว บางครั้งก็แจ่มใส มีทั้งทางเรียบและที่ต้องปั่นต้านลมกันสุดๆ รวมทั้งการล้มระเนระนาดกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งในตลอดเวลาสามสัปดาห์ คิดถึงเรื่องที่คุณได้ทำอะไรมาแล้วในสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเถอะ จะรู้สึกว่ามันยาวนานราวกับสามปีเลย
การแข่งขันมันก็เหมือนกับการใช้ชีวิตนั่นล่ะ เว้นแต่เพียงว่าผลกรรมที่ตามมามันอาจจะรุนแรงน้อยกว่า และมีรางวัลใหญ่ล่อใจในตอนท้ายด้วย ชีวิตจริงๆมันก็ไม่ได้ราบเรียบเสมอไปหรอก
เรื่องราวชีวิตของผมมันก็ไม่ได้จบลงแค่นี้ ผมรอดตายจากมะเร็งแล้วก็กลับมาประสพความสำเร็จในอาชีพการขี่จักรยานแข่งขัน ด้วยการเป็นแชมป์ตูร์ฯในปี 1999 แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นมากกว่าจุดสิ้นสุด จริงๆแล้วชีวิตยังคงดำเนินต่อไป บางครั้งก็ยุ่งเหยิง ไม่ราบเรียบและไม่ได้เป็นดั่งที่หวังเอาไว้เสมอ ในห้าปีต่อมาผมมีลูกสามคน ต้องเข้าทดสอบหายากระตุ้น (เกือบจะ)นับครั้งไม่ถ้วน,หลายครั้งที่(เกือบจะ)ทำคอตัวเองหัก ชนะการแข่งขันบางรายการ,แพ้บ้างก็มี ทะเลาะเบาะแว้งกับภรรยาก็บ่อย แล้วก็มีเรื่องตื่นเต้นอีกมากมาย
เมื่อคุณได้ย่างก้าวเข้ามาในบ้านครอบครัวอาร์มสตรอง สิ่งที่คุณเห็นก็คือเด็กๆคลานอยู่ทั่วไป ลุคเกิดในฤดูใบไม้ร่วงปี 1999 โดยฝีมือของคริสทีน(คิค) อาร์มสตรองและผม ไม่นานนักหลังจากการแข่งตูร์ฯครั้งแรก แล้วพี่น้องฝาแฝดดหญิงก็ตามมาในฤดูใบไม้ร่วงของปี 2001 ทั้งเกรซและอิซาแบลล์มีดวงตากลมโตสีฟ้า ทั้งคู่เดินเตาะแตะข้ามห้องด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ พวกแกมักจะพยายามยันตัวเองขึ้นยืนโดยยึดเฟอร์นิเจอร์ใกล้มือแล้วก็ยืนได้อย่างโซเซ เพื่อหาทางก่อเรื่องปวดหัวต่อไปอีก หนึ่งในความสามารถอันเหลือเชื่อของอิซาแบลล์ก็คือว่าแกขึ้นไปขย่มก็อกน้ำจนน้ำไหลนองพื้นห้องครัวเต็มไปหมด แล้วก็หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล พอผมบอกลูกว่า “ไม่นะ ไม่ๆๆ” เธอก็ส่ายหัวแล้วกลับหัวเราะจนตัวโยนขณะที่น้ำก็ยังไหลนองพื้นอยู่ไม่หยุดหย่อน ผมกลัวว่าจะทนพวกแกจนโตเป็นวัยรุ่นไม่ไหวจริงๆ
เจ้าลุคเองก็เพิ่มความโกลาหลให้หนักข้อขึ้นไปอีกด้วยการปั่นจักรยานของเขาในห้องนั่งเล่น หรือขับรถยนต์พลาสติควนรอบแล้วรอบเล่า แล้วก็พ่วงน้องสาวเข้าไปด้วยในรถพ่วงสีแดงสองคัน เจ้านี่อึดและดื้อมาก เขาจะสวมหมวกกันน็อคจักรยานในบ้านแล้วก็ไม่ยอมถอดมันออก แม้จะไปกินอาหารเย็นกันข้างนอกบ้านก็ไม่ถอดจนทำให้คนเขาหันมามองด้วยความประหลาดใจกัน แต่ยังไงก็ยังจะดีกว่าการต่อสู้กันเอะอะถ้าคุณจะไปบังคับให้เขาถอดหมวกนั่นออก เขาดึงดันที่จะสวมมันไว้อย่างนั้นเผื่อว่าจะได้ออกไปขี่จักรยานกับผม สำหรับลุคแล้วถนนคือที่ที่พ่อของเขาทำมาหากิน ผมเองก็อยู่บนถนนบ่อยเสียจนเมื่อโทรศัพท์ดังขึ้นที่บ้านเขาก็จะพูดทันทีว่า “ป้อฮับ”
บ่ายวันหนึ่งที่ผมต้องไปรับครอบครัวที่สนามบิน ลุคจ้องผมอยู่นานก่อนจะหลุดปากออกมาว่า
“ป้อหน้าตาเหมือนป๋ม”
“อื๋อ พ่อหน้าตาเหมือนหนูเหรอ?” ผมถาม
“ฮับ”
“หนูแน่ใจนะว่าไม่น่าจะพูดอีกอย่างนึง?”
“แน่ใจฮับ ป้อหน้าตาเหมือนป๋มชัวร์ฮับ”
ที่วิ่งไปวิ่งมารอบบ้านของเราก็คือเจ้าแมวหง่าวชื่อว่าเคโม แล้วก็หมาตัวเล็กๆสีขาวอีกตัวชื่อว่าบูน ผมต้องคอยระวังเจ้าพวกนี้อยู่ตลอด ต้องคอยระวังไม่ให้เหยียบลงไปทั้งบนสัตว์พวกนี้หรือว่าไปเหยียบลูกเอาด้วย นับเป็นปีที่ยุ่งเหยิงที่สุดสองสามปีเลยก็ว่าได้แต่ก็ไม่มีใครเป็นอะไรไป ผมต้องหาเลี้ยงทั้งเด็กๆทั้งภรรยาและสัตว์เลี้ยงรวมหลายชีวิตจนทำให้บางครั้งก็สับสน แม้แต่หมาก็ยังมาแย่งอาหารเด็กๆกิน วันหนึ่งคิคยื่นแก้วน้ำซึ่งผมนึกว่ามันเป็นน้ำดื่มธรรมดาให้
“รสชาติเหมือนสไปรท์เลย” ผมบอก
“กินๆมันเข้าไปเหอะ” เธอตอบมา
ผมไม่เคยหยิบกุญแจออกมาใช้ได้ถูกเลยสักดอกนึง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมดึงเอาพวงกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วก็พบว่ามันมีอยู่ตั้งเกือบร้อยดอกได้กระมัง ผมพูดกับคิคอย่างประหลาดใจว่า “ฉันมีกุญแจเอาไว้ไขได้ทั้งโลกเลยนะเธอ” ซึ่งเธอก็ตอบกลับมาว่า “ก็สมควรแล้วล่ะ”
เหตุผลที่ผมมีกุญแจตั้งหลายดอกก็เพราะผมมีบ้านหลายหลัง และมีรถยนต์ใช้หลายคันอยู่ในประเทศต่างๆหลายประเทศด้วยกัน ผมใช้เวลาทั้งหมดในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนในบ้านที่ยุโรปในเมืองจิโรน่าประเทศสเปน ขณะที่ผมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแข่งตูร์ฯ แต่เมื่อฤดูการแข่งขันจบสิ้นลงผมก็กลับมาพักที่ออสติน ครอบครัวของเราอยู่กันที่ย่านเซ็นทรัล ออสติน มีไร่อยู่ในแถบเทือกเขาของเมืองด้วย แต่บ้านพักที่ผมชอบจริงๆจังๆกลับกลายเป็นบังกะโลเล็กๆหลังหนึ่งซึ่งมีห้องเพียงห้องเดียวนอกเมืองออสตินไปเสีย มันตั้งอยู่บนเนินเขาที่มองลงมาเห็นแม่น้ำโคโลราโดได้ ที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำมีเชือกซึ่งผูกเอาไว้กับกิ่งไม้ที่งอกย้อยออกไปพ้นจากตลิ่ง ในวันอากาศร้อนๆผมชอบเหลือเกินที่จะไปโหนเจ้าเชือกนี้แล้วก็ปล่อยให้ตัวเองลอยละลิ่วลงสู่ผืนน้ำ
ผมชอบนะ กับความสับสนอลหม่านในครอบครัวใหญ่ๆของตัวเอง และผมเองก็คือก่อความสับสนวุ่นวายนั่นขึ้นด้วย เพราะผมไม่ชอบอะไรที่มันเงียบเหงาจนเกินไป ผมไม่ชอบอยู่นิ่งๆหรอกครับ ผมชอบแอ็คชั่น ถ้าไม่มีเรื่องอย่างว่านี้เกิดขึ้นผมก็จะสร้างเรื่องขึ้นมาเอง
พวกเพื่อนๆมันชอบเรียกผมว่า”เจ้าเมลโลว์ จอห์นนี่”(Mellow Johny มีเสียงคล้ายกับภาษาฝรั่งเศสว่า Maillot jaune หรือ “มายโญ่ จอน” ที่แปลว่าเสื้อยืดสีเหลือง……ผู้แปล)ซึ่งเป็นคำล้อภาษาฝรั่งเศสสำหรับผู้มีเวลารวมน้อยที่สุดในตูร์ เดอ ฟร็องซ์ และสวมเสื้อยืดสีเหลือง เราชอบเอามาล้อกันเล่นกันอยู่เรื่อยล่ะว่าเจ้าคำว่าเมลโลว์ จอห์นนี่ นี้มันเป็นการออกเสียงภาษาฝรั่งเศสแบบสำเนียงเท็กซัส เอาชื่อนี้มาล้อกับบุคลิกที่ไม่ค่อยจะ “เมลโลว์”(mellow สุก,ฉ่ำ งอมเต็มที่….ผู้แปล)นักของตัวผม ผมนี่แหละคือเมลโลว์ จอห์นนี่ หรือจอห์นนี่ เมลโลว์ หรือถ้าจะให้มันเป็นทางการหน่อยก็ต้องเรียกว่า โจนาธาน เมลโลว์
มีบ่อยครั้งที่ผมเป็นเจ้า ”ไบค์ บอย” เพราะผมปั่นจักรยานได้ทุกวัน แม้ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการแข่งขัน ไม่ว่าอากาศจะเป็นยังไง พวกเขาก็จะได้โห่ร้องทักทายผมอยู่เสมอ เพื่อนๆของผมมักจะหวาดกลัวอยู่เป็นประจำถึงเสียงโทรศัพท์ที่โทรไปตามพวกเขาถึงบ้าน เมื่อวิ่งมารับสายก็จะได้ยินเสียงเจ้าไบค์ บอยดังออกมาจากปลายอีกข้างหนึ่งแถมพูดแกมบังคับอีกว่า “พวกแกจะปั่น หรือจะคลุมโปงวะเพื่อน?”
ในวันสำคัญวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนในช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ผมปั่นจักรยานสี่ชั่วโมงครึ่งท่ามกลางพายุฝนพัดกระหน่ำรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกกันมา ฝนตกหนักตั้งเจ็ดนิ้วด้วยล่ะครับ ทั้งน้ำท่วมฉับพลันแล้วยังมีการปิดถนนกันในเกือบทุกเส้นทาง ผมชอบนะแบบนี้ แน่นอนล่ะที่ผู้คนเขาจะว่ากันว่าผมต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ แต่เมื่อใดที่อยู่บนอาน ผมจะรู้สึกว่าตัวเองอายุแค่ 13 ปี เพียงแต่ว่าจะฝ่าไฟแดงน้อยกว่าเมื่อก่อนเท่านั้นเอง แต่เรื่องอื่นๆก็ยังเหมือนเดิม
แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่าจะแก่กว่าการเป็นผู้ชายอายุสามสิบกว่าๆ เหมือนกับว่าผมเคยมีชีวิตมายาวนานกว่านั้น ต้องเป็นเจ้ามะเร็งนั่นแน่ๆผมเดาเอา ผมต้องเสียเวลาไปมากมายเพื่อตรวจสอบว่ามันทำอะไรกับตัวเองไปแล้วบ้าง มันทำให้ผมแก่ เปลี่ยนแปลงผม แล้วบทสรุปที่ได้มาในที่สุดก็คือว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงร่างกายของผมหรอก แต่มันเปลี่ยนจิตใจต่างหาก
ผมมักจะพูดอยู่เสมอล่ะว่ามะเร็งคือสิ่งดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของตัวเอง แต่ทุกๆคนก็อยากจะรู้ว่าความหมายของคำพูดนี้คืออะไร โรคร้ายถึงตายนี้มันกลายมาเป็นสิ่งดีๆได้ยังไงกัน? ผมก็บอกว่าเพราะความเจ็บไข้ของผมนี่แหละคือยาถอนพิษ ซึ่งถอนความขี้เกียจของตัวเองออกไป
ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ ผมเป็นพวกค่อนข้างหลังยาว รับเงินค่าจ้างมากมายสำหรับงานที่ผมทำอย่างไม่เต็มร้อย นั่นมันเป็นมากกว่าความน่าอดสูครับ มันเป็นความผิดพลาด เมื่อผมป่วยลง ผมก็บอกตัวเองว่า: ถ้าผมมีโอกาสอีกครั้งหนึ่งละก็ ผมจะทำสิ่งนี้ให้ดีเลย แล้วก็จะทำงานเพื่ออะไรก็ตามที่มากกว่าการทำเพื่อตัวเองด้วย
ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เป็นเพื่อนคนไข้มะเร็งด้วยกันชื่อว่าแซลลี่ รี้ด ผู้ซึ่งพูดเกี่ยวกับประสบการณ์ของโรคร้ายนี้อย่างสรุปได้ดีกว่าใครก็ตามที่ผมเคยรู้จัก เธอพูดว่า”บ้านของฉันถูกไฟไหม้ไปแล้ว ทีนี้ล่ะฉันจะได้มองเห็นท้องฟ้า”
แซลลี่ถูกตรวจพบว่าตัวเธอเป็นมะเร็งเต้านมขั้นรุนแรงในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1999 ความรุนแรงของโรคเข้าขั้นที่สามแล้วและลามเข้าสู่ระบบต่อมน้ำเหลือง เธอต้องเจอทั้งการฉายรังสีและการทำเคมีบำบัด ไม่นานความหวาดกลัวนั่นกลัวนี่ก็มลายหายไป เธอเปลี่ยนเป็นคนละคน จากการเคยเป็นคนกลัวการขึ้นเครื่องบินมากจนไม่กล้าบินมาสิบห้าปีแล้ว แต่หลังจากพบว่าเป็นมะเร็งเธอก็จับเครื่องบินไปยังน้ำตกไนแอการ่า เธอไปที่นั่นเพียงคนเดียวเพื่อยืนตรงนั้นแล้วมองดูน้ำตกที่ส่งเสียงดังก้องกระหึ่ม
“ฉันอยากจะมองเห็นอะไรที่มันยิ่งใหญ่กว่าตัวเองเท่านั้นล่ะ” เธอบอก
ความเจ็บป่วยของสังขารมันก็เป็นเหมือนกับโชคร้ายที่พบกันทั่วไป มันมาพบเราได้อย่างไม่รู้ตัว ไม่มีใครพยากรณ์ได้ ไม่มีการเตือนล่วงหน้า คุณอาจจะตื่นขึ้นในเช้าวันหนึ่งแล้วก็พบว่าปอดคุณผิดปกติ หรืออาจจะเป็นตับ หรือแม้แต่ที่กระดูกของคุณเอง แต่ความใกล้ตายมันมีอำนาจเหลือล้น แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือสำนึกอันสดใสงดงาม เวลาของเราเหลือน้อยเหลือเกินครับ ดังนั้นผมจึงตื่นขึ้นทุกๆเช้าอย่างกระปรี้กระเปร่า แล้วยังรู้อยู่ว่าผมมีโอกาสอีกครั้งหนึ่งแล้วที่จะใช้ชีวิตต่อไปอีกวัน เอาวันทั้งหมดนี้มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันให้เป็นชีวิตที่มีความหมาย และอยู่อย่างมีความหวัง
ถ้าคุณอยากจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้ผมยังขี่จักรยานอยู่ ก็ลองมาขี่จักรยานขึ้นฝ่าพายุฝนขึ้นเขาแอลป์สักหกชั่วโมงเถอะ นั่นแหละคือคำตอบ
เป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน ในขณะที่ประสบการณ์ใกล้ตายทำให้เราบรรลุสัจจธรรม แต่ความสำเร็จที่ตามมาหลังจากนั้นกลับทำให้เราสับสน
มันทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ผลกระทบของชัยชนะจากตูร์ เดอ ฟร็องซ์เมื่อปี 1999 มันหนักหนาเกินกว่าที่ผมเคยคาดคิดเอาไว้มาก นับแต่ช่วงวินาทีแห่งความตะลึงพรึงเพริดครั้งที่ผมย่างเท้าลงจากเครื่องบินที่ออสตินเข้าสู่ราตรีของเท็กซัส ผมได้พบกับผู้คนมากมายที่รอคอยอยู่ มีการทาสีเหลืองที่ถนนหนทางกันเต็มไปหมด “วิเว่ ลา ลานเซ่” (Vive La Lance) และแถบผ้าต้อนรับพริ้วไหวอยู่ในทุกเส้นทาง เพื่อนๆก็ตกแต่งบ้านของเราด้วยดอกไม้สีเหลือง ธงทิวและลูกโป่งสีเหลืองมากมาย
ผมเองก็ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะได้รับเชิญให้ไปเยือนที่ว่าการรัฐเพื่อพบกับท่านผู้ว่าการรัฐซึ่งในตอนนั้นคือจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช แล้วต่อจากนั้นก็มีขบวนพาเรดผ่านเมืองซึ่งมีมีนักปั่นจักรยานขี่นำถึงหกพันคน(ในชุดสีเหลือง) ผู้คนพากันมายืนต้อนรับริมทางถึงห้าแถวลึกเข้าไปตลอดสองข้างทาง โบกทั้งป้ายและธงปลิวไสว
ผมไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้เลย เพราะตัวเองมันก็แค่ไอ้คนบ้าจักรยานคนหนึ่งที่ชอบดวดมาร์การิต้ากับอาหารแบบเท็กซัส-เม็กซิกันแกล้มเหล้า คนอเมริกันไม่น่าจะมาคลั่งกีฬาจักรยานกันได้ขนาดนี้ “แกไม่ต้องไปเข้าใจมันหรอกว่ะ” บิล สเตเปิลตันผู้เป็นทั้งเพื่อนและเอเย่นต์บอกผม
ผมต้องตกตะลึงพรึงเพริดอยู่นานทีเดียว รู้สึกว่าตัวเองเบาและเหมือนกับว่าลอยได้ และที่ผสมโรงความตื่นเต้นนี้เข้ามาด้วยก็คือว่าทั้งคิคและผมกำลังจะได้ลูกชายคนแรกคือเจ้าลุค ผมอยากจะให้เรื่องทั้งหมดมันหยุดลงเสียที แต่ก็ดูเหมือนมันจะยิ่งยุ่งยิ่งวุ่นวายขึ้นไปอีก บิลถูกห้อมล้อมไปด้วยข้อเสนอและการเงื่อนไขการเซ็นสัญญาทางธุรกิจมากมาย เขาตกลงใจในนามของผมกับสปอนเซอร์ใหญ่ๆมากมายเช่นบริสตอล-ไมเยอร์ส,สควิบบ์,ไนกี้ และโคคา-โคล่า สิ่งที่มาพร้อมกับข้อตกลงเหล่านี้ก็คือความรับผิดชอบ ผมต้องตระเวนถ่ายโฆษณาตั้งเป็นโหลเห็นจะได้ ต้องแอ็คท่าให้กับโฆษณาในนิตยสารและกล่องอาหารเช้า ผมได้รับสมญาว่าเป็น “บริษัทแลนซ์จำกัด”ไปแล้ว และตอนนี้ผมก็กำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ทางธุรกิจไป แทนที่จะเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา
ได้มีการประมาณว่าชัยชนะในปี 99 ทำเงินได้ถึงห้าสิบล้านดอลลาร์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของทีมจักรยานยูไนเต็ด โพสเทิ่ล เซอร์วิส งบประมาณของเราเพิ่มขึ้น และขณะทีมนี้เราก็มีเงินใช้ปีละ 6 ล้านดอลลาร์พร้อมทั้งบุคคลากรสนับสนุน,ช่าง,คนครัวและเจ้าหน้าที่บัญชี
สิ่งที่มาพร้อมกับความสำเร็จก็คือปัญหาของการเป็นคนดัง และความพยายามที่จะไม่ให้มันมาทำให้เราออกนอกลู่นอกทางไป มีการเชื้อเชิญไปงานนั้นงานนี้มากมายจนทั้งผมและคิคมึนไปหมด โรบิน วิลเลี่ยมมีเครื่องบินเจ็ท,เควิน คอสท์เนอร์ เสนอให้เราไปพักบ้านของเขาที่แซนตา บาร์บาร่า,เอลตันจอห์นก็มีซูเปอร์โบว์ล ปาร์ตี้ ทั้งคิคและผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฟอเรสท์ กัมป์ไปเลย กลายเป็นคนที่ได้ถ่ายรูปคู่กับพวกคนดังๆมากมาย เราก็ประทับใจล่ะครับ บางครั้งเรายังได้เก็บถ้อยคำของเขาเอาไว้ในเครื่องตอบรับโทรศัพท์แล้วได้ตอบพวกเขากลับไปด้วย ใหญ่ซะไม่มีล่ะ
แต่ชื่อเสียงนั้นเท่าที่ผมรู้สึกได้ มันก็เหมือนกับธาตุกัมมันตรังสี และมันไม่ดีต่อคุณเลยเพราะเมื่อคุณดังขึ้นมามันก็จะมีคลื่นแผ่รังสีอันไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพกระจายกัดกินอยู่รอบตัวคุณ มันเป็นได้ทั้งน่าขนพองสยองเกล้าและแม้แต่สร้างความวอดวายให้ การได้รับความสนใจนี้จะกลายเป็นเหมือนสิ่งเสพติด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผมอาจจะกลายเป็นคนกักขฬะสมองกลวงไปเมื่อใดก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องสัยอีกด้วยว่าคนบางคนอาจจะคิดว่าผมได้เป็นอย่างนั้นไปแล้ว ทั้งๆที่ผมก็ยังเป็นของผมอยู่เหมือนเดิมนี่แหละ
บ่ายวันหนึ่งผมพูดขึ้นมาว่า “โบโนโทรมาหาผมแน่ะ”(เป็นวุฒิสมาชิกชื่อดังคนหนึ่งของสหรัฐฯ…….ผู้แปล)
คิคก็บอกว่า”จริงง่ะ? แบรด พิทท์เค้าก็โทรมาหาชั้นนะ เค้าอยากจะรู้ว่าเราจะกินกลางวันกันกี่โมง”
ก็โอเคนะ ผมว่า
ผมต้องต่อสู้กับความคิดที่ว่าจะทำยังไงกับทั้งหมดนี้ดี จนกระทั่งผมได้อ่านบทความของเจ. เครก เวนท์เนอร์ บุคคลผู้ซึ่งมีส่วนในการสร้างแผนที่ทางพันธุกรรมของมนุษย์ เขากล่าวเอาไว้ว่า”ชื่อเสียงคือความรู้สึกในด้านลบ ผู้คนเขาจะมองคุณอย่างไรมันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาได้เคยรับรู้มาก่อนเกี่ยวกับคุณ และนั่นล่ะที่จะทำให้คุณต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ร่ำไป” ผมเห็นด้วย ผมมันก็แค่ลูกโทนของแม่คนเดียวในเมืองพลาโน่เท็กซัส แม่ผู้เป็นเลขานุการที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันคงไม่ถูกนักถ้าจะให้คนแปลกหน้ามาเชิดชูเราเป็นแบบอย่าง หรือเราจะไปยกย่องพวกเขาในทางกลับกัน ผมอยากจะยึดถือแบบอย่างตามแม่ตัวเองมากกว่าครับ หรือเพื่อนร่วมทีม พวกเขานี่แหละคือบุคคลที่ผมจะฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยได้
อย่าได้เข้าใจผมผิดเลยนะครับ ยังไงผมก็ชอบล่ะกับสิ่งที่ได้เมื่อชนะตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ทั้งในฐานะบุคคลธรรมดาและเป็นนักกีฬา และเพื่อครอบครัวตัวเอง มันทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นมาก แล้วผมก็ขอบคุณมันด้วยกับสิ่งนั้น ผมได้รู้แล้วล่ะว่าระหว่างผู้คนมากมายที่บินไปปารีสเพื่อไปอยู่ตรงเส้นชัยก็ยังมีเพื่อนรักอยู่ด้วยคนหนึ่ง แล้วผมก็ได้รู้อีกด้วยว่าความหมายของความร่ำรวยมันก็แค่คุณมีเงินมากๆเท่านั้น ถ้าคุณคิดถึงชื่อเสียงและความมั่งคั่งไปอีกอย่างหนึ่งมันก็อาจจะทำให้สับสนได้ อย่างเช่นเมื่อคิดว่าคุณประสพความสำเร็จได้ด้วยความเป็นคนพิเศษและเชื่อว่ามันบันดาลให้คุณเหนือกว่าคนอื่นหรือฉลาดกว่า
ข้อดีประการหนึ่งสำหรับการเป็นคนดัง ก็คือว่ามันเป็นประโยชน์ต่อการวิ่งเต้นหาทุนสำหรับช่วยเหลือคนเป็นโรคมะเร็งได้ ผมกลายเป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว เป็นคนในโปสเตอร์โฆษณาช่วยเหลือคนด้อยโอกาสและที่เป็นโรคร้าย ตอนนี้มีใบหน้าของผมติดอยู่เต็มไปหมดที่ข้างกล่องซีเรียล,ได้ไปออกรายการทอล์คโชว์ของเดวิด เลตเตอร์แมน และได้ไปเยือนทำเนียบขาว
แต่แรกผมยังไม่เข้าใจดีนักถึงความสนใจอย่างเนืองแน่นของผู้คน ทำไมเขาถึงต้องมาแคร์อะไรกับการที่ผมเป็นมะเร็งด้วย? แต่แล้วคิคก็พูดขึ้นมาในวันหนึ่งว่า “คุณได้ไปจนถึงที่สุดมาแล้ว ได้ไปยืนอยู่ปลายหน้าผาของเหวแห่งความตายมาแล้ว ได้มองลงไปแล้วก็กลับออกมา คุณเอาเรื่องราวอย่างนี้มาแบ่งปันกันได้นี่คะ”
ประสบการณ์คืนชีพจากความตาย เท่าที่ผมจำได้ มันมีความสำคัญ : แม้แต่การได้ไปแข่งในตูร์ฯนั้นมันก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าผมได้รอดกลับมา และถ้าหากผมยังรอดได้ คนอื่นก็ต้องรอดได้เหมือนกัน จะเอาอะไรมากกว่านี้อีกล่ะ เขายังสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม แม้ว่ามันอาจจะไม่ดีเท่าเดิมก็เถอะ
นี่คือข่าวสารชิ้นสำคัญสำหรับบรรดาผู้เป็นมะเร็ง ไม่ใช่แต่สำหรับคนป่วยเท่านั้น แต่สำหรับครอบครัว,หมอ และพยาบาลที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคร้ายนี้อยู่ด้วย หมอหลายคนก็รู้ครับว่าอาการของผมน่ะมันหนักแค่ไหน เรื่องการต้องทำเคมีบำบัดตั้งสามสี่รอบนี่มันสาหัสแค่ไหนก็รู้ แล้วเขาก็รู้อีกล่ะว่า(เอ)ผมรอดจากมันมาได้และ(บี)การรักษานั้นมันไม่ได้ทำให้ร่างกายผมเสียหายไปเลย ซึ่งมันทำให้หมอๆเหล่านั้นมีความหวัง และผมก็ได้ประจักษ์ว่าทั้งหมอเองก็มีความหวังไม่น้อยไปกว่าคนไข้
พวกเขาต้องการใช้ผมให้เป็นตัวอย่าง แล้วผมก็ต้องการให้เขาใช้ด้วย แต่ต้องใช้ให้ถูกทางนะ ผมจะรู้สึกอึดอัดมากเลยกับคำว่า “ฮีโร่” เพราะมันไม่ได้เป็นฮีโร่หรอกครับกะไอ้การรอดจากมะเร็ง ไม่ใครก็ใครก็ต้องเจอเข้าทั้งนั้น คนอเมริกันแปดล้านคนต้องทรมานจากมะเร็งในชนิดใดชนิดหนึ่ง และเกือบล้านที่ตรวจพบว่าเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ผมก็เหมือนพวกเขาที่ต้องรับมือกับโชคร้าย แล้วผมก็ทำเท่าที่สติปัญญาจะทำได้เท่าที่ธรรมชาติอำนวย : ผมสู้ไม่ถอย
ผมได้พบปะกับผู้คนจำนวนมากที่ต้องต่อสู้กับโรคร้ายนี้ พวกเขาต้องกลายเป็นคนตัวเหลืองซีดจากการทำเคมีบำบัด ต้องไปที่สโลน-เคทเทอริ่งในนิวยอร์ค หรือเอ็ม.ดี.แอนเดอร์สันในฮุสตัน หรือคลินิคมะเร็งที่เซาท์เวสท์ รีเจียนั่ล ในออสติน แล้วคุณจะได้พบพวกเขา ประมาณ 50-60 คนอัดแน่นกันอยู่ในห้องรอตรวจที่มีเก้าอี้เพียงแค่ 30 ตัว มีผู้คนมาจากหลากหลายสถานที่ กับพยาบาลที่ใบหน้าเรียบเฉยแต่ท่าทางอ่อนล้าไม่กี่คน
คนป่วยมะเร็งคนอื่นๆก็ต้องการทราบเรื่องต่างๆที่ผมได้เคยเจอมาแล้ว ตัวยาทุกตัวที่ผมเคยใช้ อาหารที่ผมได้เคยกินเข้าไป
“ทำเคโมแล้วเป็นยังไง?”
“คุณกินอะไร?”
“ใช้วิตามินแบบไหน?”
“คุณขี่จักรยานบ่อยแค่ไหน?”
ตัวผมคือตำนานแห่งความสำเร็จ—สำหรับในช่วงเวลานั้น แต่ถ้าผมเกิดป่วยขึ้นมาอีก ผมก็จะไม่กลายเป็นตำนานแห่งความสำเร็จอีกต่อไป และความจริงก็คือผมจะกังวลและสงสัยอยู่เสมอเท่าๆกับคนป่วยคนหนึ่ง จะเป็นยังไงถ้าเจ้ามะเร็งนี่มันย้อนกลับมาหาเราอีก? แต่ละครั้งที่ผมไปโรงพยาบาลผมจะไม่ค่อยสบายใจนัก สิ่งแรกที่รู้สึกไม่ดีก็คือเรื่องกลิ่น ถ้าต้องทดสอบเรื่องกลิ่นผมก็จะปิดตาไปโรงพยาบาลทุกที ทั้งกลิ่นยาฆ่าเชื้อ,กลิ่นยา,อาหารแย่ๆของโรงพยาบาล และอากาศไม่หมุนเวียนที่ส่งออกมาตามท่อทางเก่าๆ ทั้งกลิ่นไม่ดีและไม่ใช่ธรรมชาติ รวมทั้งแสง,แสงที่ใช้ในโรงพยาบาล มันทำให้ทุกคนดูตัวซีดเหมือนกับว่าไม่ค่อยจะมีเลือดเพียงพอในร่างกายของตัวเอง
เสียงที่ใช้ก็ไม่ใช่เสียงธรรมชาติและกระด้างหู : เสียงพื้นรองเท้ายางของพยาบาลบดลงไปบนพื้น,เสียงสวบสาบของผ้าปูที่นอนซึ่งต้องเอาพลาสติคคลุมไว้ ซึ่งผมยังจำความรู้สึกได้ดีเมื่อครั้งที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง แล้วมีเสียงกระด้างๆอยู่ใต้ตัว ทุกครั้งที่ผมเคลื่อนไหว มันจะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่เป็นประจำ
ทั้งหมดนี้ก็คือกลิ่น,ความรู้สึกและภาพที่บรรดาคนไข้จะจำติดใจไปไม่รู้ลืม ไม่ว่าพวกเขาจะหายจากโรคร้ายนี้ไปนานแค่ไหนก็ตาม มันเป็นบาดแผลฝังลึก อัดแน่นและสามารถทำให้สะดุ้งได้แม้ว่าจะผ่านไปแล้วหลายปี
คนบางคนถึงกับป่วยเอาเลยแม้เพียงได้เห็นภาพหรือได้สูดกลิ่นบางอย่างที่เตือนเขาให้ระลึกถึงโรคนี้ มีเรื่องเป็นบทความอยู่ในหนังสือ นิวอิงแลนด์ เจอร์นั่ล ออฟ เมดิซีน เรื่องหนึ่ง เล่าว่าหญิงคนหนึ่งได้เคยเข้ารักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีเคมีบำบัด แล้วเธอก็มีอาการคลื่นไส้อย่างหนักเมื่อใช้วิธีนี้ ห้าปีต่อมาเมื่อเธอกำลังเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าแล้วก็พบเข้ากับหมอผู้รักษามะเร็งให้ เธอก็อาเจียนออกมาทันที อย่างนั้นแหละครับที่มะเร็งมันจะติดอยู่กับคุณ แล้วมันก็ยังติดอยู่กับผมด้วย
เมื่อผมป่วย ผมต่อสู้มันด้วยความหวังที่จะกลับมามีชีวิตได้ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตต่อไปมันจะเป็นยังไงต่อไป คำพูดวลีที่ว่า “ชีวิตใหม่หลังมะเร็ง” นั้นมันเตือนสติได้ดีจริงๆ คุณอาจจะต้องเผชิญกับการสูญเสียขาหรือหน้าอกไป หรือไม่สามารถสืบพันธุ์ได้อย่างในกรณีของผมที่เป็นหมัน(ลูกอาร์มสตรองเกิดจากการผสมเทียม…….ผู้แปล) ต้องเสียอาชีพการงานไป กังวลกลัดกลุ้มไม่รู้จบ ไหนจะรับมือกับเรื่องติดพันตามมาทั้งในด้านร่างกาย,จิตใจและเรื่องการเงิน หากพูดในอีกแง่หนึ่งคุณสามารถรักษาชีวิตของคนคนหนึ่งเอาไว้ได้ แต่เรื่องการรักษาคุณภาพชีวิตของเขาล่ะ?
เรื่องราวต่างๆมันก็คือเรื่องของ “การเอาชีวิตรอด” ซึ่งเป็นชีวิตหลังจากการฟื้นไข้ซึ่งเคยได้ประสพมา และพวกคนที่หายจากมะเร็งทุกคนได้เคยเจอมาแล้วด้วยตัวเอง หรือได้เรียนรู้จากคนอื่นๆ ผมจึงตัดสินใจว่า “การเอาชีวิตรอด”จึงน่าจะเป็นแก่นแท้ของการตั้งมูลนิธิต่อต้านมะเร็งที่ผมเป็นประธาน การจัดการเกี่ยวกับความเจ็บป่วยและผลกระทบที่ตามมาหลังจากนั้นก็มีความสำคัญพอๆกับการต่อสู้กับมัน
มูลนิธิแลนซ์ อาร์มสตรองได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นโดยเป็นสถานที่ให้ผู้คนได้มาค้นหาข้อมูลข่าวสารกันอย่างละเอียด มีมูลนิธิอื่นๆที่ร่ำรวยกว่าและมีเว็บไซท์ที่หรูกว่าของเรา แต่อย่างน้อยที่มูลนิธินี้คุณยังสามารถส่งอี-เมลถึงเราได้และได้รับการ์ดให้กำลังใจจากผมสู่คนไข้ หรือจะถามก็ได้ว่าการออกกำลังกายแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับคนที่เป็นมะเร็งอยู่หรือผู้ที่หายแล้ว?
มีคนหลายคนเลยล่ะครับที่ผมได้พบว่าต้องการจะพูดอะไรออกมาให้ใครฟัง หรือว่าบางครั้งพวกเขาก็ต้องการการเอาใจใส่ ผมได้เคยพบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่าแคเมอรอน สตวร์ต ผู้เป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือดและเขาเป็นมันมาตั้งแต่ยังอายุได้หกขวบแล้ว
“คุณมีช่องต่อสายเข้าตัวมั้ยฮะ?” เขาถามผม
“ไอ้ช่องนั่นน่ะรึ ดูที่ตรงนี้สิ” ผมตอบ
แล้วผมก็ปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตออกเพื่อแสดงให้เขาได้เห็นแผลเป็นบนหน้าอกของตัวเอง เขาก็ถอดเสื้อของตัวเองออกบ้าง มันมีช่องสำหรับสอดสายเข้าไปอยู่บนหน้าของเขาด้วยเหมือนกัน ทั้งแคเมอรอนและผมต่างก็ยังติดต่อกันอยู่เสมอมา เขาได้มาที่ออสตินกับครอบครัวในงานแข่งขันจักรยานประจำปีสำหรับมูลนิธิ อาการของเขารุนแรงน้อยลงมากและเริ่มที่จะเป็นเด็กที่แข็งแรงอีกครั้ง เขาชอบพูดเสมอว่า “ผมมีขาแข็งแรงเหมือนกับแลนซ์ อาร์มสตรองครับ”
ผมได้พบกับนักกีฬาคนอื่นๆด้วยที่เป็นมะเร็ง แล้วเราก็ได้เล่าเรื่องราวหลายเรื่องแลกเปลี่ยนกันด้วย ผมหัวเราะกับอีริค เดวิสซึ่งเป็นนักเบสบอลผู้เก่งกาจเกี่ยวกับความพยายามของเขาที่จะกินให้ได้ในระหว่างทำเคมีบำบัด “ซีซาร์สลัดเชียวนะเว้ยแลนซ์” เขาพูด “ผมกินแม่งสองอันเลยล่ะว่ะ ทุกๆวันก่อนที่จะเข้าทำเคโมด้วย เพราะเมื่อเวลาที่คุณทำเคโมคุณจะได้อ้วกมันออกมาไงล่ะ แล้วถ้าคุณไม่ได้กินอะไรเข้าไปเลยอย่างนี้แล้วจะเอาอะไรมาอ้วกวะ การไม่มีอะไรจะอ้วกนี่แม่งแย่กว่าอ้วกออกมามากๆเสียอีกนะ ผมก็เลยฟาดไอ้ซีซาร์สลัดนี่ซะเลย กินมันเข้าไปงั้นล่ะ จะได้มีอะไรอ้วกออกมามั่ง”
แม้แต่หมอเองก็ยังเป็นมะเร็ง หมอชื่อดังแห่งนิวยอร์คเลยล่ะที่เป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก เราได้รู้จักกันผ่านทางอีเมลครับ เขาเขียนมาว่า “ผมหวังว่าจะมีชีวิตอีกซักสิบปีนะครับ” ผมก็เขียนตอบเขาไปว่า “ผมคิดว่าคุณพูดตลกนะถ้าจะบอกว่ามีชีวิตต่อไปแค่สิบปี ผมว่าน่าจะได้สักสามสิบปีด้วยซ้ำไป”
พูดถึงเรื่องแบบนี้แล้วไม่เคยเบื่อหน่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับมะเร็งหรือได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับมัน ผมได้ฉลองครบรอบสามปีแห่งการตรวจพบโรคนี้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1999 และผมก็เรียกวันนี้ว่า “วัน การ์เป เดียม” ซึ่งหมายความว่าเป็น “วันหยุดโลก” มันเป็นวันสำคัญที่สุดในแต่ละปีเลยก็ว่าได้ เราฉลองกันใหญ่กว่าวันเกิดหรือว่าวันครบรอบแต่งงานเสียอีก และมันก็เป็นวันที่เราได้มาทบทวนสิ่งที่ทำมา หรือได้คิดถึงโอกาสที่อาจจะกลับมาเป็นมันอีกด้วยก็ได้
มีอยู่บ่อยๆที่ทั้งเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวพบว่ามะเร็งมันมีอิทธิพลเหนือจิตใจของผมมากเพียงไหน ในตอนบ่ายวันหนึ่งคริส คาร์ไมเคิลโค้ชของผมได้บอกกับผมว่าเขาได้เริ่มทำงานแล้วกับพวกนักกีฬาอีกหลายๆคนที่เป็นโรคมะเร็ง คริสต้องการให้ผมเป็นที่ปรึกษาของเขา “คุณคือตัวอย่างที่ดีสำหรับผมที่จะใช้เป็นแบบอย่าง คุณเคยเป็นมาแล้ว คุณรู้อย่างละเอียดว่าพวกนักกีฬานั่นต้องเจอกับอะไรบ้าง” ใช่ครับผมเคยจริงๆ ต้องนอนอยู่ทั้งวันโดยมีเข็มน้ำยาแทงอยู่ในแขน ต้องคลื่นไส้จนแทบหัวระเบิด มีทั้งแผลเป็นและรอยสารเคมีอยู่บนตัวเต็มไปหมด แต่ผมก็ไม่เห็นจะรู้สึกว่าตัวเองน่ะเป็นผู้เชี่ยวชาญการปราบมะเร็งที่ตรงไหน ผมมันก็แค่โชคดีเท่านั้น
“คุณไม่รู้หรอกว่าไอ้สิ่งนี้แหละมันอาจจะกลับมาอีกในวันพรุ่งนี้ก็ได้ กลับมาเล่นผมอีก” ผมบอกคริสว่าอย่างนั้น “มันแค่ไปจากผมเพราะผมมันคนรักษาได้ แต่มันก็ไม่ได้ไปแล้วไปลับนะ มันแค่ไปเที่ยวเท่านั้นล่ะ ผมยังเป็นห่วงมันอยู่นะ”
“มันไม่กลับมาหรอกว่ะแลนซ์” เขาบอก
“ใครบอกคุณล่ะ ใครบอกคุณล่ะว่ามันจะไม่กลับมาอีก?”
พูดไปก็ป่วยการ “มันจบไปแล้ว” แม้แต่กับชัยชนะจากตูร์ฯและลูกที่กำลังจะเกิดมา ผมก็ยังมีความรู้สึกตะหงิดๆอยู่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะพังทลายได้เพียงชั่วข้ามคืน ผมอาจจะไม่สามารถขี่จักรยานได้อีก หรือแม้ว่าอาจจะกลับไปป่วยอีกครั้งก็ได้
ลูกชายของผมเกิดมาในตอนเช้าตรู่ของกลางเดือนตุลาคม และเขาค่อนข้างจะคลอดยากและวุ่นวายมาก เขาหายใจลำบากจนนางพยาบาลต้องอุ้มออกไปเพื่อเคลียร์ปอด ในที่สุดเขาก็ร้องออกมาได้อย่างไพเราะที่สุด ความสะพึงกลัวในช่วงเวลาที่ลูกยังไม่หายใจมันยิ่งใหญ่กว่าความกลัวใดๆทั้งหมดที่ผมได้เคยพบมาเลย ทั้งคิคและผมต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กและเราก็ได้ประจักษ์ถึงสัจจธรรมแห่งความเป็นพ่อแม่ มันเป็นความรู้สึกที่เปราะบางที่สุดอย่างหนึ่งในโลกเลย ภายหลังคิคได้พูดว่า “ตอนนี้เราก็มีโอกาสถูกทำร้ายจิตใจได้เท่าๆกันแล้วนะคะ” การเป็นพ่อแม่คนนี่มันเหมือนกับการถูกจับแก้ผ้ายังไงยังงั้น มันเหมือนกับเราไม่มีทางปกป้องอะไรได้เลยในทางอารมณ์ และนั่นก็จะเป็นความจริงตลอดชีวิตที่เหลือของเรา
หลังจากลุคถูกทำความสะอาดร่างกายจนเสร็จและห่อตัวอยู่ในผ้าขนหนู เราทั้งหมดก็อยู่ในห้องเดียวกันเพื่อจะได้พักผ่อน แต่ความโกลาหลและความห่วงกังวลที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนทำให้หลับได้ยาก ผมนอนกระสับกระส่ายอยู่บนผ้าพลาสติคของโรงพยาบาล ในใจก็นึกถึงความแตกต่างระหว่างความกลัวที่ตัวเองเคยพบระหว่างเป็นมะเร็ง และความกลัวที่ผมมีเมื่อเป็นห่วงต่อสวัสดิภาพของคนอีกคนหนึ่งในฐานะที่ผมเป็นพ่อเขา
ผมคิดย้อนไปถึงแม่ และนึกแปลกใจอยู่เหมือนกันถึงความเสี่ยงที่ผมได้ทำอยู่โดยที่ท่านไม่เข้ามาทำท่าทีเป็นห่วงอย่างออกนอกหน้า ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่แม่ดูผมขี่ไต่เขา,พุ่งลงเขามาอย่างรวดเร็ว และบางครั้งก็ล้มอย่างแรง มีหลายครั้งที่ผมทำจักรยานตัวเองพังป่นปี้ และแน่นอนครับที่บางครั้งผมก็ป่วย ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะทำให้เราเป็นห่วงเป็นกังวลได้อย่างร้ายแรงเท่ากับการเป็นพ่อเป็นแม่คนอย่างนี้
การได้มีลูกคือหนทางอันแสนวิเศษที่ทำให้เรารู้ว่าตัวเองยังเป็นผู้เป็นคนอยู่ ผมยังคิดเลยนะว่ามันไม่ต่างเลยกับการกระโดดออกจากหน้าผา
มะเร็งทำให้ผมต้องการจะทำอะไรให้มากกว่าการแค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ มันทำให้ผมต้องการมีชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ประสบการณ์ใกล้ตายได้เฉือนบางสิ่งให้หลุดออกไป ในขณะที่อีกหลายคนหวาดวิตกจนเนื้อตัวสั่น---ฉันมีลูกแล้วตอนนี้ จะเกิดอะไรขึ้นล่ะถ้าคนเขาไม่ชอบฉันเหมือนแต่ก่อน ฉันจะกล้าทำมันอีกไหม หรือว่ามันเป็นสิ่งอันตรายเกินไป--- ผมไม่เป็นอย่างนี้อีกแล้วล่ะครับ สำหรับผม มันมีชีวิตเสมอแม้ในที่ๆนั้นอาจจะเป็นที่แห่งความตาย ความเจ็บป่วยได้ทำให้ผมประจักษ์ถึงความแตกต่างระหว่างความกลัวสุดขั้วกับแค่ความกระสับกระส่าย ทำให้รู้ว่าอะไรมีค่าต่อชีวิตและกล้าจะทำมัน
กลเม็ดก็คือจะทำอะไรก็ต้องให้มั่นใจเอาไว้ก่อนว่าจะไม่ใช่หนทางแห่งความหายนะ ผมเองก็เคยเป็นคนที่ชอบเสี่ยงมาก่อน เป็นสามี,เป็นพ่อและเป็นนักธุรกิจผู้ต้องรับผิดชอบต่อคนอื่นๆด้วย แล้วอย่างนี้มันต้องหมายความว่าผมต้องยอมแพ้ต่ออะไรด้วย หรือต้องรักษาเนื้อรักษาตัวมากกว่าเดิมอย่างนั้นรึ? นี่คือคำถามสำคัญที่ถามกันบ่อยๆ ผมต้องการชีวิตที่มันไม่หยุดนิ่งครับ แต่ผมก็ต้องการชีวิตที่รอบคอบด้วยเหมือนกัน
ฟังดูมันไม่ค่อยจะสมดุลเท่าไหร่หรอกนะ พูดนี่ยังไงก็ง่ายกว่าทำอยู่แล้ว ผมต้องการจะเป็นพ่อคน แต่ผมก็ชอบอัดมอเตอร์ไซค์ เพื่อนๆมันก็ชอบเตือนว่าให้ผมเบาๆความเร็วลงหน่อย หลายปีทีเดียวที่จอห์น คอเรียธเพื่อนผมตะโกนบอกว่าให้เบาเครื่องลงบ้าง คอเรียธคือเพื่อนเจ้าบ่าวในงานแต่งงานของผม แล้วเราก็เรียกเขาว่าเจ้า “คอลเลจ” ซึ่งย่อมาจาก คอลเลจ บอย(เด็กวิทยาลัย…..ผู้แปล) เราเรียกเขาอย่างนั้นก็เพราะหมอนี่มันชอบเล่นบาสเก็ตบอลให้วิทยาลัย เขาและเพื่อนอีกคนที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ผมคือบาร์ท แน็กส์ชอบเล่นพนันเบียร์กันแบบตัวต่อตัวอยู่เรื่อย บาร์ทชอบจะยั่วเย้าจอห์นเป็นประจำว่า”น่า คอลเลจ มาดูซิว่าคราวนี้แกจะชนะมั้ย” นับแต่นั้นมาเขาก็กลายเป็นเจ้าคอลเลจสำหรับพวกเรามาเรื่อย
เมื่อผมได้ถอยรถยนต์ปอร์เช่ออกมาขับช่วงก่อนมีลูกๆ คอลเลจจะคอยเตือนให้ผมเพลาๆคันเร่งลงบ้าง เพราะผมชอบเหยีบจนมิดไปตามไฮเวย์บ่อยๆขณะที่เขานั่งขนลุกขนชันอยู่ในที่นั่งผู้โดยสารและสบถด้วยความหงุดหงิด “ไอ้ห่าเอ๊ย กูบอกให้มึงบาาาาวลงหน่ออออยโว้ยยยยย!” ผมเองถึงกับหัวเราะท้องคัดท้องแข็งไปเลย
อีกครั้งหนึ่งที่ผมเองก็คิดอยู่เหมือนกัน ว่ามันเป็นความตลกอย่างร้ายกาจเลยที่ทำให้เพื่อนหน้าซีดได้เวลาขี่จักรยานกัน เราจะไปขี่กันที่ทางสายกระทิงแดง ซึ่งตรงนี้จะเป็นที่ที่ถนนหักโค้งซ้ายจัดและไม่เห็นอะไรข้างหน้าเลย ผมจะอัดลงเขามาด้วยความเร็วสูง ทิ้งโค้งไปอีกเลนหนึ่งแล้วก็หักกลับเข้ามาในเลนของเราเหมือนเดิมได้ ผมทำให้เขาปอดแหกได้บ่อยๆ ผมบอกเขาอยู่เสมอๆล่ะว่าถ้าจะเปรียบเทียบกับการปั่นจักรยานลงเขาที่เคยทำแล้วเรื่องนี้มันขนมๆ อันที่จริงมันดูอันตรายมากกว่าที่เห็นมากนัก แต่คอลเลจมันก็ไม่เชื่อผมจนกระทั่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส ที่ผมได้แสดงให้เขาเห็นว่าการปั่นจักรยานแข่งขันจริงๆนี่มันเป็นยังไง
ตอนแรกแรกเราร่อนลงมาจากภูเขาแอลป์เคียงข้างกัน แต่พอนาทีต่อไปผมก็ร่อนหายไปเลยในสายหมอก แล้วเขาก็ไม่เคยมาบ่นกับผมอีกเลยถึงเรื่องเส้นทางสายกระทิงแดงนั่น
แต่พอมามีลูกผมก็ต้องจัดระเบียบความสำคัญใหม่ ผมกำจัดเจ้าปอร์เช่ไปเพื่อจะได้รถยนต์แบบครอบครัวมาขับแทน ก่อนหน้านั้นไม่นานนักเคยมีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งมาชวนผมให้ไปเที่ยวโรงงานผลิตรถยนต์เฟอรารี่
“คุณคงไม่เข้าใจ ผมต้องการรถยนต์ที่มันมีที่นั่งเด็กสามที่นั่งน่ะครับ อย่างนั้นตะหาก” ผมบอกความจริงเขาไปอย่างนั้น
คอลเลจบอกว่าเขาแทบจะบ้าเสียให้ได้กับเรื่องเสี่ยงๆที่ผมชอบทำในวันวานและเรื่องการวิวาทบาดถลุงกับเจ้าพวกสิงห์รถบรรทุก เขาอาจจะถูกของเขาก็ได้นะ เมื่อหลายปีมาแล้วผมเคยถูกรถบรรทุกและปิค อัพเฉี่ยวชนเอาหลายคันอยู่ พวกรถบรรทุกหินก็บ่อย พวกสิงห์รถบรรทุกชาวเท็กซัสไม่ชอบนักปั่นจักรยานหรอกครับ เราทะเลาะเบาะแว้งกับเจ้าพวกนี้บนไฮเวย์บ่อยมาก ทั้งถูกบีบไตรไล่ลงไปตรงรางระบายน้ำ โดนหินขว้างเอาบ้าง จนผมอดรนทนไม่ได้คิดจะเอาคืนบ้างกับเจ้าพวกบ้าพวกนี้
ไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั้งคอลเลจและผมต่างก็ถูกรถบรรทุกสิบแปดล้อบีบไตรใส่จนตกทาง คอลเลจทำจักรยานคว่ำแล้วโซ่หลุดแต่ผมไวกว่า พอถ่มเศษกรวดออกจากปากได้ก็ควบจักรานไล่รถบรรทุกคันนั้นไปทันที อัดไปอย่างเร็วจี้ไปติดๆ ได้ยินคอลเลจตะโกนไล่หลังอยู่ไกลๆว่า”หยุดโว้ย…… รอกูด้วย”
รถบรรทุกไปติดอยู่ตรงไฟแดง ผมเบรคและรีบกระโจนลงจากจักรยานทันที แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถนั่น อีกคนก็ตามมา แล้วก็อีกคน เจ้าคนสุดท้ายชักมีดพกออกจากมาจากกระเป๋าหลัง มันอยู่ในทีท่าที่พร้อมใช้งาน แต่ว่าตอนนี้เลือดเข้าตาผมแล้วล่ะ
“มึงจะฆ่ากูเลยใช่มะ?”ผมถามไป
“มึงไม่มีสิทธิ์มาขี่บนถนนี้นะโว้ย” หนึ่งในพวกมันคำราม
“หมายความว่าไงวะที่ว่าพวกกูไม่มีสิทธิ์?”
“ก็กูจ่ายภาษีสำหรับถนนนี่ไงล่ะ” อีกคนหนึ่งพูดออกมา
เท่านั้นผมก็ระเบิดหัวเราะออกมา” เออ กูก็โดนภาษีเล่นเอาอานเหมือนกันว่ะ” แต่โชคดีที่คอลเลจปั่นมาทันและเข้ามาขวางระหว่างผมกับพวกมัน เขาพยายามให้ผมเย็นลง แต่เราก็ยังยืนด่ากันเรื่องภาษีอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ต่างแยกย้ายกันไปขึ้นรถของตัวเองและจากกันไป
เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งมันก็อันตราย บางครั้งมันก็ตลกขบขัน และมีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่มันเป็นได้ทั้งสองอย่าง มีถนนอยู่เส้นหนึ่งเป็นเส้นตรงยาวมากๆซึ่งเราเรียกมันว่าถนนสายเร้ดเน็ควิลล์ เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงที่มีรถวิ่งน้อยและพวกรถบรรทุกวิ่งผ่านแยกหลายแยก มีร้านค้าอยู่ไม่กี่ร้านในระยะทางหลายไมล์ที่นี่
เช้าวันหนึ่งผมได้ออกไปขี่จักรยานกับนักปั่นชาวออสตินอีกคนหนึ่งบนไหล่ทางราดแอสฟัลท์ แล้วก็มีรถปิคอัพเก่าๆคันหนึ่งที่เล็งพวกเรามาแต่ไกล มันพุ่งเข้าใส่เราโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย มันอาจจะแค่ข่มขวัญเล่น แต่เราก็พากันหลบออกนอกเส้นทางพุ่งลงไปในร่องน้ำจนทั้งผมและเพื่อนลอยข้ามแฮนด์ไปเลย
เรานอนแอ้งแม้งอยู่ตรงนั้น ขณะที่กำลังพยายามปัดเศษดินหินออกจากตัวก็ได้ยินเสียงมาจากเหนือหัวของตัวเองโดยยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูด ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงสายโทรศัพท์กำลังทำงานอยู่บนเสาพอดี เขามองลงมาที่เราและได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เสียงของเขาลอยมาจากข้างบนตรงสายโทรศัพท์จนเราได้ยินว่า “ถ้าคุณไม่เรียกตำรวจ ผมก็จะเรียกเอง แม่งทำอย่างนี้ได้ไงกันวะ”
ผลของการผจญภัยเหล่านี้ทำให้ผมต้องระมัดระวังในการขี่จักรยานแถบออสตินให้มากขึ้น ทุกวันนี้ผมต้องขี่โดยมีใครสักคนคอยขับรถยนต์ตาม หรือไม่ก็ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ตาม เพื่อป้องกันตัวผมให้พ้นจากพวกรถบรรทุก,ก้อนหินหรือแม้แต่ด้ามเกียร์จากเจ้าพวกรถปิค อัพ จะมาทนให้ใครวิ่งไล่ชนจากข้างหลังเหมือนแต่ก่อนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ผมยังชอบขี่จักรยานบนถนนเปลี่ยวๆกับเพื่อนๆอีกด้วย เราไปขี่กัน ได้คิดกันดังๆ ได้พูดคุยกัน ครั้งหนึ่งเมื่อคอลเลจและผมได้ออกไปขี่กัน เราได้คุยกันเรื่องความเสี่ยง และความใจร้อน แล้วก็ความแตกต่างระหว่างทั้งสองสิ่งนี้ อย่างไหนที่เรียกกันว่าเสี่ยงและอย่างไหนที่เรียกว่าความไม่รอบคอบ? สำหรับผม สิ่งที่ตัวเองทำไม่ว่าจะเป็นกับจักรยานหรือกับตัวเองไม่นับว่าเป็นการเสี่ยงมากนัก เพราะว่าผมเองเป็นมืออาชีพ ผมมีความชำนาญพอในการจัดการกับร่างกายของตัวเอง สิ่งไหนที่คนอื่นอาจจะเห็นว่าเป็นความเสี่ยง แต่สำหรับผมแล้วมันคือเรื่องค่อนข้างธรรมดา แต่เรื่องการไปอัดจักรยานไล่พวกรถบรรทุกอย่างนี้มันเป็นความประมาทจริงๆ
“ฉันจะให้สมมุติฐานกับแกข้อนึงนะ” คอลเลจว่า
“ถ้าแกตาย ไอ้ลุคมันก็กำพร้าพ่อว่ะ”
ดูเพื่อนมันพูดเข้าเถอะ เขย่าขวัญผมดีเหลือเกิน ทำผมนิ่งไปเลย
“แล้วไอ้ฝาแฝดนั่น ถ้ามันโตขึ้นมันก็จะไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อมันด้วย”
พอแล้วโว้ย ผมคิด
“นี่ เพื่อน” ผมพูด “อย่างแรกเลยนะ ไม่มีใครฆ่าอั๊วได้หรอกว่ะ”
เจ้าคอลเลจหัวเราะจนหน้าหงาย ก่อนจะตะโกนว่า “นี่แหละครับท่านผู้เกียรติ แลนซ์ อาร์มสตรอง” ดูมันพูดเข้าเถอะ
เขาพูดถูกครับ แน่นอนล่ะ แต่ผมยังไม่อยากจะทำให้เขาพอใจหรอก ความจริงก็คือไม่มีใครหรอกที่จะมาจัดระเบียบให้ตัวผมได้ และผมอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าไอ้ความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและความรอบคอบนี่มันอยู่ตรงไหนกัน แต่ผมก็พยายามที่จะรอบคอบให้มากกว่านี้ และผมก็จะรอบคอบมากขึ้นตามจำนวนของคนที่ผมรักที่นับวันก็จะมากขึ้นด้วย ผมมุทะลุน้อยลงกว่าเมื่อก่อน ในวันก่อนๆนั้นผมจะอัดลงเขามาอย่างเร็วจี๋ บางครั้งก็เกาะกับรถยนต์บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่อยากทำอย่างนั้นแล้ว ผมระวังกว่าเดิมเวลาปั่นลงเขา เพราะยอมรับความจริงที่ว่าตอนนี้ผมมีครอบครัวแล้ว คุณแข่งไม่ชนะหรอกตอนที่ลงเขามา แต่คุณก็อาจจะแพ้และอาจจะเสียชีวิตได้เช่นกัน ผมไม่อยากจะเสียชีวิตหรือทุกสิ่งทุกอย่างไปตรงตีนเขานี่หรอกครับ
เหตุผลจริงๆที่ผมขับรถยนต์แบบครอบครัวนั้นไม่ใช่เพราะลูก ที่ผมทำอย่างนั้นก็เพราะว่าอยากจะให้ตัวเองรู้จักช้าลงเสียบ้างก็เท่านั้น
แต่บางสิ่งในตัวผมมันยังไม่เปลี่ยน ผมชอบที่จะได้ควบคุมสิ่งต่างๆ อยากจะชนะอะไรๆหลายอย่าง อยากจะทำอะไรให้สุดๆไปเลย ชีวิตที่เอาแต่ระมัดระวังอยู่เรื่อยนั้นน่าเป็นห่วง สำหรับผมแล้วคิดว่าชีวิตอย่างนั้นมันสูญเปล่าครับ
คุณรู้มั้ยล่ะว่าเมื่อไหร่ที่ผมอยากจะตาย? ก็เมื่อผมไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้วยังไงล่ะ เมื่อผมเดินไม่ได้ กินไม่ได้ มองไม่เห็น เมื่อผมกลายเป็นตาแก่วิตถารและขวางโลก เมื่อนั้นแหละที่ผมอยากจะตาย
บางทีผมอาจจะทำอะไรเสี่ยงๆไม่พอก็ได้นะตอนที่ยังเด็กอยู่ เพราะว่าผมต้องยุ่งอยู่กับการทำมาหากินอย่างหนัก ต้องพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวและออกไปให้พ้นจากเมืองพลาโน หรือว่าอาจจะยังไม่เข้าใจว่าที่ว่ากันว่าสุดๆนั้นมันเป็นยังไง ใครจะไปรู้ล่ะ? บางทีสิ่งหนึ่งที่ประสบการณ์คืนชีพได้ทำให้เกิดขึ้นมันอาจจะทำให้ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปก็ได้ เช่นมีความอดทนสูงขึ้น ชีวิตสำหรับผมก็คือการได้ทำอะไรให้สุดๆได้หลายๆครั้ง และความท้าทายตัวผมในฐานะที่เป็นนักกีฬาก็คือการได้สำรวจถึงขอบเขตแห่งความสุดๆนี้บนจักรยาน มันเป็นความท้าทายต่อผมในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนอย่างหนึ่งด้วยที่ได้ไปสำรวจตรวจสอบมันบนเตียงคนไข้ บางทีอีกเหมือนกันที่เจ้ามะเร็งนี่มันเป็นความท้าทายที่ไม่มีใครอยากได้ แต่มันก็มาเจอเข้ากับผม
ทุกสิ่งที่ผมได้สัมผัสมา บางสิ่งก็ทำให้ผมอยากจะกระโดดโลดเต้นได้เหมือนกัน
นี่แหละครับชีวิต ชีวิตหลังรอดจากมะเร็ง ชีวิตหลังมีลูกๆ ชีวิตหลังจากชัยชนะ ชีวิตหลังจากที่ได้สูญเสียไป ทั้งหมดมันก็เกี่ยวกับความเสี่ยงทั้งนั้น มันเป็นเหมือนสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดอยู่แล้ว และมันเกิดขึ้นอย่างสมดุล เหมือนกับการตั้งทีให้สูงแล้วก็พยายามตีลูกกอล์ฟให้ถูกโดยที่ไม่สูญเสียการควบคุมตัวเองไป ถ้าหากพลาดไปก็ยังมีสิทธิ์ที่จะตั้งลูกแล้วตีใหม่อีกครั้ง….. เพราะวิธีการที่คุณใช้ชีวิต,โลกทัศน์ที่คุณเลือก ต่างก็เป็นทางเลือกที่คุณได้เลือกอยู่แล้วในทุกๆวันเมื่อตื่นนอนขึ้นมา ทั้งหมดมันเป็นการตัดสินใจของตัวเองทั้งนั้น
ที่ไร่ซึ่งผมได้ซื้อร่วมกับพ่อตาคือเดฟ ริชาร์ด มีสภาพเป็นหน้าผาชันอยู่ใกล้เมืองที่มีชื่อว่า”ดริปปิง สปริง” ผมตั้งชื่อที่ดินตรงนี้ว่ามิราโซล ซึ่งหมายความว่าเป็น “ผามองตะวัน” ส่วนที่เป็นบ้านตั้งอยู่ตรงจุดที่สูงที่สุดของเนื้อที่ทั้งหมดสองร้อยสี่เอเคอร์หันเป็นมุมรับแสงแดดได้อย่างเต็มที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่อ้อมมาในฤดูร้อน หรือเมื่อมันตกลงอย่างรวดเร็วในฤดูหนาว
ครั้งแรกที่ผมได้มายังสระน้ำมรณะนั้น ผมได้มาขับรถวนเวียนอยู่ที่นี่กับเดฟ ได้มองเห็นว่ามีน้ำตกแล้วถ่ายรูปกลับไปด้วย รูปนี้ยังอยู่กับผม และผมชอบมองมันอยู่เสมอๆ ผมเคยได้เอารูปนี้ให้คิคดูแล้วก็พูดว่า “ผมได้โดดหน้าผาที่นี่ด้วยล่ะ” เธอก็ตอบว่า “เอาเหอะ”
ในที่สุดผมก็ต้องกลับไปที่นี่อีกพร้อมกับเดฟและเพื่อนสถาปนิคชื่อว่าไรอัน สตรีท ซึ่งทำหน้าที่ออกแบบบ้านไร่ให้ผม หลังจากที่เราได้สำรวจดูที่จะสร้างบ้านสักพักหนึ่ง เราก็ขึ้นรถทรัคและขับลงไปสู่บริเวณป่าละเมาะแล้วก็จอดมันเอาไว้ตรงดงต้นโอ๊ค แล้วจากที่นี่เราก็เดินเท้าต่อไปตรงบริเวณที่จะลงเล่นน้ำได้ อย่างแรกก็คือทั้งไรอันและผมได้กระโดดลงไปในบ่อน้ำนั่นและหยั่งความลึกกัน ไรอันดำดิ่งลงไปลึกมากและกลับขึ้นมาพ่นน้ำที่ผิวน้ำ เขาบอกว่า “ผมดำลงไปจนหูลั่นเปรี๊ยะเลย”
“คุณน่าจะลงให้ลึกกว่านี้นะ” ผมบอกอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“เดี๋ยวก็เป็นโรคเบ็นด์กันพอดี” เขาตอบมา
เราขึ้นจากน้ำแล้วก็ค่อยๆไต่ไปอย่างระมัดระวังตามก้อนหิน มองหาจุดที่จะกระโดดลงมาได้ ในที่สุดก็พบจุดที่เรามองหากัน ผมขึ้นไปยืนอยู่ตรงนั้น เขาสั่นระรัว ริมฝีปากแห้งผาก
“ไม่ต้องมาแตะผม” ผมบอกกับไรอัน
“ผมก็ไม่ได้เข้าไปใกล้คุณสักหน่อยนี่” เขาตอบ
หัวเข่างอเล็กน้อย ผมมองผ่านขอบหน้าผาลงไป “โอย…แม่ง” ผมสบถ
ที่ข้างล่างนั่น ผมเห็นเดฟยืนอยู่ตรงต้นไม้ล้มใกล้ๆกับปากสระ ผมตะโกนถึงเขาแข่งกับเสียงน้ำตก
“เฮ้!” ผมตะโกนเสียงดัง “ทำไมคุณไม่มาโดดมั่งล่ะ?”
“ผมได้รับคัดเลือกเข้าโครงการสวัสดิการสังคมอยู่ปีหน้าแล้ว ไม่อยากให้เกิดเรื่องว่ะ” พ่อตาผมตะโกนกลับมา
ผมหัวเราะเขา แล้วก็ยืดตัวขึ้นแล้วก็กระโดด ผมร่วงหล่นลงไป แขนทั้งคู่ของผมเริ่มจะวาดเป็นวงกลม พอนึกได้ผมก็หดมันเข้ามาเก็บไว้ข้างๆลำตัว เมื่อรองเท้ากีฬากระทบกับน้ำ เสียงของมันดังราวกับซีเมนต์แตกเลย
ผมโผล่ขึ้นมาแล้วหัวเราะ ได้ยินเดฟปรบมือและส่งเสียงเชียร์อยู่อีกด้านหนึ่งของสระ ผมปีนขึ้นมาแล้วเช็ดเนื้อเช็ดตัว แล้วเราก็เดินกลับไปที่สันเขา เดินทอดน่องไปจนถึงลำธารเล็กๆซึ่งมีมีฝายกั้นขึ้นเป็นช่องให้ปลาว่าย ผ่านทะลุไปตรงทุ่งข้าวไรย์ที่โบกพริ้ว ซึ่งมันมักจะระกับใต้ท้องม้าเมื่อมันเคลื่อนที่ผ่านมาเป็นฝูงไปทางนี้ เราหยุดอยู่ที่ตรงนั้นแล้วผมก็มองกวาดไปโดยรอบสระ คิดว่าจะเห็นปลาสักตัว
ขณะที่เรายืนอยู่บนก้อนหิน ผมก็เป็นแมงปอตัวสีแดงปลอด มันเป็นแมลงที่มีปีกสีแดงจัดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย เพลิดเพลินอยู่นานกับสัตว์สองตัวที่บินตอมกันและกันอยู่ “เจ้าตัวสีขาวอยู่ที่ไหนล่ะ?” ผมคิดออกมาดังๆ แล้วเพื่อให้มันสนุกขึ้นผมก็ร้องเพลงชาติออกมาจนสุดปอด เสียงของผมสะท้อนไปมาอยู่บนซอกผานั้น
ผมรู้สึกว่ามีความสุขอย่างตลกๆ ราวกับว่ามีผิวหนังใหม่ขึ้นมา ความกลัวที่ตรงสระน้ำมรณะนั้นมันทำให้ผมรู้สึกสดชื่น มันเป็นความสดชื่นอันเกิดขึ้นที่นั่นด้วยความกลัว,การชำระล้าง,การทำให้กระจ่าง เป็นความกลัวอย่างสุดๆ ความกลัวที่เปิดประสาททั้งหมดด้วยการทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันกระจ่างขึ้น เหมือนที่ผมพูดล่ะครับว่าความกลัวน้อยๆมันก็ดีสำหรับคุณ—เมื่อคิดว่าคุณว่ายน้ำได้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมาเห็นดีเห็นงามด้วยกับวิธีการตรวจสอบสัญญาณชีวิตของผมนะครับ โดยเฉพาะเพื่อนของผมอย่างบิล สเตเปิลตัน ผู้ซึ่งบังเอิญต้องมาเป็นทั้งทนายและเอเย่นต์ให้ผมด้วย ดังนั้นเขาจึงเข้ามามีส่วนด้วยกับผลประโยชน์ในอนาคตของผมและเรื่องอื่นๆ เมื่อเขาได้ยินว่าผมกระโดดลงไปในสระน้ำมรณะนั่น เขาทำหน้าตาบูดบึ้งทันที แล้วก็ร่ายให้ผมฟังเป็นการใหญ่ถึงความบ้าระห่ำที่เกิดขึ้น ว่าผมอาจจะทำอะไรหักหรือฉีกขาดตรงไหนก็ได้ ทั้งๆที่เขาเองก็รู้ว่าการมาพูดอย่างนั้นกับคนอย่างผมมันเสียเวลาเปล่าๆ “ผมจะกระโดดใหม่อีกรอบ” ผมบอก แล้วบิลก็รู้ว่าผมเอาจริง เพราะเขารู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับผมด้วย เขารู้ว่าผมมันคนชอบแอ็คชั่น
“เออ …เอาเข้าไป เอาให้พอเลยนะ”เขาบอก”ทำให้มันกลายเป็นตำนานซะเลยซิเพื่อน”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น